วันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

การขยายพันธุ์ปลาดุกด้วยวิธีการผสมเทียม

การขยายพันธุ์ปลาดุกด้วยวิธีการผสมเทียม

การผสมพันธุ์ปลาดุกด้วยวิธีผสมเทียมเป็นวิธีการนำเอาฮอร์โมนสังเคราะห์มาใช้เพื่อเลียนแบบธรรมชาติ เกษตรกรทำได้ง่ายและมีความสะดวกรวดเร็วกว่าการผสมพันธุ์ตามธรรมชาติ และที่สำคัญยังมีต้นทุนที่ต่ำ สามารถทำการผสมเทียมได้ปีละ 2-3 ครั้ง ในขณะที่แม่พันธุ์ปลาดุกบิ๊กอุยไม่บอบช้ำ ใช้ระยะเวลาเพียง 13-16 ชั่วโมงเท่านั้นก็จะได้ลูกปลาเป็นจำนวนมากออกมาจำหน่าย
เลี้ยงปลาดุกในบ่อดิน
++การเลี้ยงพ่อ- แม่พันธุ์ปลาดุก++  
พ่อแม่พันธุ์ปลาดุกควรเลี้ยงในบ่อดิน ปล่อยในอัตรา 10-20 ตัว/ตรม. เพราะถ้าปล่อยหนาแน่นเกินไปมีผลทำให้ไข่และน้ำเชื้อเจริญไม่ดี ระดับน้ำในบ่อประมาณ 1.0- 1.5 เมตร การให้อาหารควรให้อาหารที่มีโปรตีนไม่ต่ำกว่า 30 % ในอัตรา1-3 % ของน้ำหนักตัว และควรมีการถ่ายเทน้ำบ่อยๆเพื่อกระตุ้นให้ปลากินอาหารได้ดี และพัฒนาระบบสืบพันธุ์ของปลาให้มีไข่และน้ำเชื้อดียิ่งขึ้น  ฤดูกาลผสมระหว่างปลาดุกอยู่ระหว่างเดือน มีนาคม- ตุลาคม 
พ่อ-แม่พันธุ์ปลาดุก
++การคัดพ่อ-แม่พันธุ์++    
พ่อแม่พันธุ์ปลาดุกที่นำมาใช้ ควรเป็นปลาที่สมบูรณ์ ไม่บอบช้ำ และมีอายุตั้งแต่ 1 ปี ขึ้นไป การสังเกตลักษณะเพศภายนอกของแม่ปลาที่สมบูรณ์เพศสังเกตจากลักษณะของอูมท้องเป่ง เมื่อมองลงมาจากด้านบนเห็นได้ชัดเจน  เมื่อหงายท้องเห็นติ่งเพศ มีลักษณะกลม  มีสีแดง หรือสีชมพูอมแดงถ้าเอามือบีบเบาๆ  ที่บริเวณช่องท้องทางออกของไข่จะพบไข่ที่มีลักษณะเป็นเม็ดกลมสีน้ำตาลอ่อนไหลออกมา  แม่พันธุ์ปลาดุกอุยที่นำมาใช้ในการเพาะพันธุ์ไม่ควรอ้วนหรือผอมจนเกินไป  ขนาดของแม่พันธุ์ปลาดุกควรมีขนาดตั้งแต่  200 กรัม  ส่วนปลาดุกเพศผู้  เลือกปลาที่แข็งแรงสมบูรณ์ไม่เป็นโรค ติ่งเพศยาวเรียว มีสีชมพูเรื่อๆ  ควรมีขนาด 2 กิโลกรัม    อายุไม่ต่ำกว่า 2 ปี   ลักษณะลำตัวเพรียวยาว   และไม่อ้วนจนเกินไป
ข้อควรระวังในการคัดพ่อแม่พันธุ์ :
1. ในปลาดุกเพศเมีย  ถ้าพบว่าติ่งเพศบวมมีสีแดงช้ำ แม้ท้องจะดีก็ไม่ควรนำมาเพาะ เพราะจะไม่มีผล ถ้าติ่งเพศมีสีซีดไม่เข้มก็แสดงว่าไข่ไม่สมบูรณ์เช่นเดียวกันไม่ควรนำมาเพาะ
2. ในการจับปลาเพศเมียควรทำอย่างระมัดระวังอย่าให้แม่ช้ำ ควรใช้สวิงไม่ควรจับโดยบีบบริเวณโคนครีบหู เพราะทำให้ไข่ทะลักออกมา
 ปลาดุก
++เทคนิคการเพาะพันธุ์ปลาดุกอุย++          
การคัดพ่อแม่พันธุ์ ปลาที่นำมาเพาะต้องเป็นปลาที่มีไข่แก่ ส่วนใหญ่อาศัยการสังเกตจาการดูติ่งเพศ ปลาที่มีไข่แก่มีการขยายตัวของติ่งเพศ และส่วนท้องขยายนิ่ม ทั้งนี้ต้องขึ้นกับประสบการณ์ ความชำนาญ และความช่างสังเกตของผู้เพาะพอสมควรการเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ปลา ในการเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ปลาไม่ควรเลี้ยงให้พ่อแม่ปลาอ้วนเกินไป เพราะทำให้ไข่และน้ำเชื้อไม่สมบูรณ์เท่าที่ควร ในช่วงฤดูการผสมพันธุ์ควรมีการเปลี่ยนแปลงถ่ายน้ำบ่อยครั้ง      
   - วิธีการคัดพ่อแม่พันธุ์   ต้องทำด้วยความระมัดระวัง    เพื่อให้พ่อแม่ปลามีความบอบช้ำน้อยที่สุด   และควรงดการให้อาหาร ก่อนการคัดประมาณ 1 วัน เพื่อป้องกันการผิดพลาดจากการขยายตัวของท้องเนื่องจากปริมาณอาหารที่กินเข้าไป   
  - การเตรียมบ่อพักพ่อแม่ปลา     ต้องเตรียมความพร้อมให้กับแม่ปลาให้มากที่สุด  ดังนั้นในบ่อพักควรจัดเตรียมระบบฝนเทียม   และระบบน้ำเข้าออกให้พร้อม   การเลือกใช้ความเข้มข้นของฮอร์โมนให้เหมาะสม   ในการเพาะพันธุ์ปลาดุกบิ๊กอุยจำเป็นต้องฉีดฮอร์โมนกระตุ้นให้กับแม่ปลา   ปริมาณความเข้มข้นของฮอร์โมนนับว่าเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญ   การฮอร์โมนที่มีความเข้มข้นสูงเกินไปจะมีผลทำให้อัตราการผสม  และอัตราการฟักต่ำลง  ส่วนการใช้ฮอร์โมนในปริมาณความเข็มน้อยเกินไปส่งผลให้แม่ปลาไม่สามารถตกไข่ได้       
ผสมพันธุ์ปลาดุก
++อุปกรณ์ที่ใช้ในการผสมเทียม++
1. พ่อ-แม่พันธุ์ปลา
2. ฮอร์โมนกระตุ้น
3. กระชอนตักปลา
4. เข็มฉีดยา
5. ตาข่ายไนล่อน
6. น้ำเกลือ
7. ถ้วยบดยา
8. ถ้วยใส่ไข่ปลา
9. เครื่องให้ออกซิเจน
10. บ่อซีเมนต์ ขนาด 2x3 เมตร
ผสมเทียมปลาดุก
++วิธีการผสมเทียม++
-นำพ่อ-แม่พันธุ์มาฉีดฮอร์โมนกระตุ้น เพื่อให้ไข่สุกและมีน้ำเชื้อพร้อมผสม  ซึ่งการฉีดฮอร์โมนปลาดุกนั้น ตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุดคือ บริเวณกล้ามเนื้อใต้ครีบหลังส่วนต้นเหนือเส้นข้างตัว โดยใช้เข็มเบอร์ 22-24 แทงเข็มเอียงทำมุมกับลำตัวประมาณ 30 องศา แทงลึกประมาณ 1 นิ้ว
การผสมเทียมปลาดุก
-การรีดไข่ของปลาดุกเพื่อผสมกับน้ำเชื้อนั้นใช้วิธีกึ่งเปียก เป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุด นำแม่ปลาที่ได้รับการฉีดฮอร์โมนและมีไข่แก่เต็มที่แล้วมารีดไข่ใส่ในภาชนะผิวเรียบ เช่น กะละมังเคลือบ พร้อมกันนี้ผ่าเอาถุงน้ำเชื้อจากพ่อปลา นำมาวางบนผ้ามุ้งเขียว แล้วขยี้ให้ละเอียดพร้อมกับเทน้ำเกลือเข้มข้นประมาณ 0.7 % หรือน้ำสะอาดลงบนผ้ามุ้งเขียวที่ขยี้ถุงน้ำเชื้อให้น้ำไหลผ่านเพื่อให้น้ำเชื้อลงไปผสมกับไข่ ผสมไข่กับน้ำเชื้อให้เข้ากันโดยการคนเบา ๆ ด้วยขนไก่ประมาณ 2-3 นาที จึงนำไข่ที่ได้รับการผสมแล้วไปล้างน้ำสะอาด 1 ครั้ง แล้วนำไปฟัก  โดยน้ำเชื้อจากปลาตัวผู้หนึ่งตัวสามารถผสมกับไข่ที่ได้จากการรีดปลาเพศเมียประมาณ 10 ตัว  
บ่อฟักไข่ปลาดุก
-การเตรียมบ่อฟัก  บ่อที่ใช้ในการฟักปลาควรทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคก่อนนำมาใช้  และควรจัดเตรียมระบบน้ำเข้าออกให้พร้อม   แผงฟักไข่ที่ใช้ควรล้างและทำความสะอาดและตากให้แห้งก่อนการนำมาใช้ทุกครั้ง   ระบบน้ำที่ใช้ในบ่อฟักต้องเตรียมให้พร้อม  โดยเฉพาะเวลาที่ไข่ปลาฟักออกเป็นตัว   จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำมาก  เพื่อเป็นการป้องกันการเน่าเสียของน้ำที่เกิดจากการย่อยสลายของเปลือกไข่         
บ่ออนุบาลลูกปลาดุก
-การอนุบาลลูกปลาดุกในบ่อซีเมนต์     บ่อซีเมนต์ที่ใช้ในการอนุบาลควรมีขนาดประมาณ  2-5  ตารางเมตร  ระยะแรกควรใส่น้ำในบ่อประมาณ  10-15 เซนติเมตร  อัตราการปล่อยประมาณ  3000- 5000 ตัว/ ตรม.  ในช่วง 1-7 วัน ของการอุบาลปลาควรให้ไรแดงกินเป็นอาหาร   ซึ่งระยะนี้เป็นระยะที่มีความสำคัญมากต่อการอยู่รอดของลูกปลา   ผู้อนุบาลควรดูแลอย่างใกล้ชิด  ทั้งในเรื่องคุณภาพของน้ำและปริมาณอาหารที่ให้ต้องเพียงพอต่อความต้องการของลูกปลา   ถ้าลูกปลาขาดอาหารในระยะนี้ทำให้ลูกปลามีอัตราการรอดตายต่ำ  และการเจริญเติบโตช้ากว่าปกติ   เมื่ออนุบาลครบ  7 วัน   ควรให้อาหารสมทบ เช่น  ไข่ตุ๋นบดละเอียด  เต้าหู่อ่อนบดละเอียด  หรืออาหารผงสำเร็จรูป   ซึ่งระหว่างการให้อาหารสมทบควรระวังเกี่ยวกับการเน่าเสียของน้ำ ในบ่อปลาดุกอนุบาลควรมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำทุกวัน    การอนุบาลลูกปลาดุกให้มีขนาด  2-3 เซนติเมตรใช้เวลาประมาณ  10-14 วัน   
เลี้ยงปลาดุกในบ่อซีเมนต์
การเลี้ยงในบ่อซีเมนต์      ควรปรับสภาพของน้ำในบ่อที่เลี้ยงให้มีสภาพเป็นกลางหรือเป็นด่างเล็กน้อย   แต่ต้องแน่ใจว่าบ่อซีเมนต์ต้องหมดฤทธิ์ของปูน ขนาดลูกปลาที่ใช้เลี้ยงเริ่มต้นควรมีขนาดประมาณ  2-3  นิ้ว   เพื่อสะดวกต่อการถ่ายเทน้ำ  และการให้อาหาร  ระดับน้ำในบ่อควรมีความลึกประมาณ  20-30  เซนติเมตร  เมื่อลูกปลาเติบโตขึ้นค่อยๆ  เพิ่มระดับน้ำให้สูงขึ้นตามสำดับ  เลี้ยงด้วยอาหารเม็ดลอยน้ำสำเร็จรูปให้ประมาณ  3-5  %   ของน้ำหนักตัวปลา โดยปล่อยในอัตรา  100-150  ตัว/ตรม.   ปลาจะเติบโตได้ขนาดประมาณ  150-200  กรัม/ตัว  ในระยะเวลาเลี้ยงประมาณ  90-120 วัน   อัตราการรอดตายประมาณ  80-90%  ซึ่งอาหารที่ใช้ในการเลี้ยงสามารถใช้อาหารชนิดต่างๆ ทดแทนอาหารเม็ดลอยน้ำสำเร็จรูปก็ได้   โดยใช้อาหารจำพวก   ไส้ไก่   โครงไก่  หรือปลาเป็ดบดผสมกับรำก็ได้   ซึ่งการใช้อาหารแบบนี้จำเป็นต้องถ่ายน้ำมากเพื่อป้องกันน้ำเน่าเสีย    

แหล่งที่มาของข้อมูล :
คุณถนอม เหล็กศรี
ที่อยู่ : หมู่ที่2 ตำบลหนองทัพไทย อำเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด

การเพาะพันธุ์ปลานิล

การเพาะพันธุ์ปลานิลด้วยวิธีเลียนแบบธรรมชาติ

              การเพาะพันธุ์ปลานิล ใช้วิธีการเลียนแบบธรรมชาติได้ผลดี เหมาะสำหรับเกษตรกรจะทำการเพาะพันธุ์ลูกปลาไว้เลี้ยงเป็นปลาใหญ่ หรือเพาะพันธุ์ลูกปลาขายเป็นอาชีพ จะกระทำกัน ในเดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป มีขั้นตอนการเพาะพันธุ์ดังนี้
               1. การเตรียมบ่อและกระชัง
               2. การเตรียมพ่อพันธุ์-แม่พันธ์ปลานิล
               3. การผสมพันธุ์แบบจับคู่ปล่อย
               4. การอนุบาล และเลี้ยงดูลูกปลานิล
               5. การลำเลียงลูกปลานิล
               6. การทำบัญชี บันทึกรายรับรายจ่าย

           1. การเตรียมบ่อดินและกระชัง
               การเตรียมบ่อดิน เป็นกระบวนการปรับปรุงบ่อเพื่อลดความเป็นกรดของดิน เพื่อส่งผลให้น้ำในบ่อมีความเหมาะสม และเป็นการเพิ่มปริมาณอาหารธรรมชาติ วิธีการเตรียมบ่อ มีวิธีการดังนี้
               1) การลดความเป็นกรดของดิน
                บ่อใหม่ เมื่อขุดบ่อเสร็จดินมักเป็นกรด ต้องโรยปูนขาวให้ทั่วบ่อในอัตราปูนขาว 1 กิโลกรัมต่อพื้นที่ 10 ตารางเมตร บ่อปลาขนาด 1 ไร่ใช้ปูนขาวประมาณ 160 กิโลกรัม แล้วตากบ่อให้แห้งจนพื้นดินแตก ใช้เวลา 15-20 วัน
บ่อเก่า เมื่อระบายน้ำออกหมดแล้ว ต้องกำจัดวัชพืชในบ่อ เช่น หญ้าคา ผักบุ้ง ผักตบชวา และพืชอื่น ๆ ให้หมด เพราะวัชพืชดังกล่าวจะเจริญเติบโตขึ้นมาคลุมผิวน้ำ เป็นอุปสรรคต่อการหมุนเวียนของอากาศ และเป็นที่อาศัยของลูกปลา จากนั้นจึงโรยปูนขาวในอัตราปูนขาว 10 กิโลกรัมต่อพื้นที่ 10 ตารางเมตร ตากบ่อเก่าจนพื้นดินแห้งผาก ปูนขาวนอกจากจะลดความเป็นกรดของดินแล้ว ขณะที่น้ำในบ่อเก่าที่ระบายออกไปแห้งงวดลงทุกขณะ ปูนขาวจะทำปฏิกิริยากับน้ำที่เหลือน้อยลง เกิดความเป็นด่างเข้มข้น ศัตรูของลูกปลาจับออกไม่หมด เช่น มวนกรรเชียง และอื่น ๆ จะตายทันที ทั้งบ่อเก่าและบ่อใหม่ ต้องทำสะพานไว้ยื่นเข้าไปในบ่อเพื่อเป็นที่ให้อาหารปลา สะพานดังกล่าวจะทำให้ปลาที่เลี้ยงมีความคุ้นเคยกับเจ้าของ เมื่อให้สัญญาณเวลาให้อาหารโดยเอาขันเคาะกับถังใส่อาหาร ปลาจะว่ายเข้ามาหา
               2) การเพิ่มปริมาณอาหารธรรมชาติในบ่อ(การทำน้ำเขียว) เป็นขั้นตอนต่อจากการตากบ่อให้แห้ง การทำน้ำเขียวทำได้ง่าย โดยนำมูลสัตว์ เช่น หมู่ ไก่ วัว ควาย ค้างคาวที่ตากแห้งแล้ว (จำนวน 50-100 กิโลกรัมต่อไร่) มากองไว้เป็นกอง ๆ บริเวณในบ่อที่ตากแห้ง หรือสาดให้กระจายทั่วบ่อ จากนั้นจึงปล่อยน้ำเข้าบ่อก่อนปล่อยน้ำเข้าบ่อต้อง สวมปากท่อระบายน้ำเข้าด้วยมุ้งไนล่อนตาถี่ (มุ้งเขียว) เพื่อป้องกันศัตรูของลูกปลาที่จะเข้ามาตามกระแสน้ำ

               การเตรียมกระชัง
               อุปกรณ์สำคัญใช้ในบ่อเพาะพันธุ์ปลานิล คือ กระชังไนล่อนตาถี่ซึ่งชาวบ้านทั่วไปเรียกว่ามุ้งเขียว นำมาเย็บให้มีขนาด 1.80 6.00 .090 เมตร ซึ่งใช้ไนล่อนตาถี่ (มุ้งเขียว) ที่วางขายในตลาดขนาดกว้าง 90 เซนติเมตร ยาว 20 เมตร จำนวน 3 ม้วน จะทำไนล่อนได้ 2 หลัง กระชังไนล่อนตาถี่มีประโยชน์ต่อกิจการเลี้ยงปลาน้ำจืดหลายประการคือ

               - ใช้เป็นที่พักลูกปลานิลก่อนบรรจุถุงพลาสติกนำไปจำหน่าย
               - ใช้เป็นที่พักปลาใหญ่ก่อนจับไปจำหน่าย
               - ใช้เป็นบ่อเพาะพันธุ์ปลานิลได้ ในกรณีที่เกษตรกรไม่มีพื้นที่ดินทำบ่อปลา โดยเลี้ยงในอ่างเก็บน้ำ หนองบึง และลำน้ำต่าง ๆ เป็นต้น โดยวางกระชังในบ่อดิน หรือในหนองบึง อ่างเก็บน้ำ ใช้หลักไม้ 4 หลักยึดปากกระชัง และพื้นกระชัง ให้แน่น เพื่อให้กระชังขึงตึง


           2. กระบวนการเพาะพันธุ์ปลานิล
               กระบวนการผสมพันธุ์ปลานิลโดยวิธีเลียนแบบธรรมชาติ ใช้วิธีการจับคู่ปล่อย ในบ่อ
ขนาดหนึ่งไร่ ใช้พ่อพันธุ์-แม่พันธุ์ปลานิล 100 คู่ แม่ปลานิล 1 ตัว จะให้ลูกปลาจำนวนประมาณ 300 ตัว ดังนั้น บ่อ 1 ไร่ จึงเพาะพันธุ์ลูกปลานิลได้ ประมาณ 15,000 ตัว โดยมีขั้นตอนการเพาะพันธุ์ ดังนี้
               1) การเตรียมพ่อพันธุ์-แม่พันธุ์ปลานิล ปลานิลที่มีขนาดยาว 10 เซนติเมตรขึ้นไป อายุประมาณ 4 เดือน ใช้เป็นพ่อพันธุ์-แม่พันธุ์ปลานิลได้แล้ว ก่อนจับคู่ปล่อยต้องตีอวนคัดเพศและขนาดแล้วนำไปปล่อยในบ่อเพาะ
               2) การจับคู่ปล่อย นำพ่อพันธุ์-แม่พันธุ์ปลาปล่อยลงในบ่อเป็นคู่ ๆ ละ 100 คู่ต่อพื้นที่ 1 ไร่ แต่ละรุ่นจะใช้เวลา 2 เดือน จึงเปลี่ยนพ่อแม่ปลารุ่นใหม่ อาหารสมทบ สำหรับพ่อ-แม่ปลานิลในบ่อเพาะคืออาหารเม็ดสำหรับเลี้ยงปลาดุก และรำละเอียด โดยแต่ละวันให้อาหาร 2 มื้อ เวลาเช้าและเย็น แต่ละมื้อให้อาหารเม็ดสำหรับปลาดุก 3 กรัม รำละเอียด 1 กรัม ทั้งนี้เพื่อให้ปลานิลใช้เป็นพลังงาน ซึ่งใช้มากในช่วงผสมพันธุ์
               3) การอนุบาลและเลี้ยงลูกปลานิล การเพาะพันธุ์ปลานิลโดยใช้วิธีปล่อยให้เจริญเติบโต ร่วมไปกับพ่อแม่ของปลาในบ่อเพาะเดียวกัน ลูกปลาจะได้รับการอนุบาลจากแม่ปลาเป็นอย่างดี เริ่มตั้งแต่ ปลานิลตัวเมียจะเก็บไข่ที่ได้รับการผสมแล้วอมไว้ในปากและว่ายออกจากรัง ไข่ที่อมไว้จะวิวัฒนาการขึ้นตามลำดับ โดยแม่ปลาจะขยับปากให้น้ำไหลเข้าออกในช่องปากอยู่เสมอ เพื่อช่วยให้ไข่ที่อมไว้ได้รับน้ำสะอาด ทั้งยังเป็นการป้องกันศัตรู ที่จะมากินไข่ ระยะเวลาที่ปลาตัวเมียใช้ฟักไข่แตกต่างกันตามอุณหภูมิของน้ำ โดยในน้ำที่มีอุณหภูมิ 27 องศาเซลเซียส ไข่จะวิวัฒนาการเป็นลูกปลาวัยอ่อนภายใน 8 วัน ซึ่งในระยะเวลาดังกล่าวถึงอาหารยังไม่ยุบ และจะยุบเมื่อลูกปลามีอายุครบ 13-14 วัน นับตั้งแต่วันที่แม่วางไข่ ในช่วงระยะเวลาที่ลูกปลาฟักออกเป็นตัวใหม่ ๆ ลูกปลานิลวัยอ่อนจะเกาะรวมตัวกันเป็นกลุ่ม โดยว่ายวนเวียนอยู่บริเวณหัวของแม่ปลา และเข้าไปหลบซ่อนในช่องปากเมื่อมีภัยหรือถูกรบกวนด้วยปลานิลด้วยกัน เมื่อถุงอาหารยุบลงลูกปลานิลจะเริ่มกินอาหารจำพวกพืชและไรน้ำขนาดเล็กได้ และหลังจาก 3 สัปดาห์ไปแล้ว ลูกปลาก็จะกระจายแตกฝูงไปหากินเลี้ยงตัวเองตามลำพัง อาหารสมทบสำหรับลูกปลาอายุ 3 สัปดาห์ คือ รำละเอียด วันละ 2 มื้อ เช้า-เย็น มื้อละ 1 ขีด พอเลี้ยงครบ 1 เดือน ลูกปลานิลมีขนาด 3-5 เซนติเมตร สามารถจับขายได้แล้ว
               4) การลำเลียงลูกปลานิล เมื่อต้องเดินทางลำเลียงลูกปลานิลไปยังจุดหมายตั้งแต่เช้า
เวลาประมาณ 05.00-06.00 น. ใช้เวลาเดินทางถึงจุดหมายที่จะปล่อยปลาลงเลี้ยงเป็นเวลาไม่เกิน 8 ชั่วโมง จึงต้องดำเนินการเป็นขั้นตอนตั้งแต่เวลาบ่ายของวันเดินทาง ดังนี้
                  (1) เริ่มตีอวน จับลูกปลานิลในบ่อเพาะตั้งแต่เวลา 16.00 น.เป็นต้นไป
                  (2) นำลูกปลานิลไปขังไว้ในกระชัง ซึ่งรอไว้ในบ่ออีกบ่อหนึ่ง
                  (3) เตรียมน้ำไว้ในบ่อซีเมนต์ เพื่อให้อุณหภูมิของน้ำเท่ากับอุณหภูมิของน้ำในกระชังที่ขังลูกปลานิลไว้
                  (4) เริ่มจับ-นับลูกปลาบรรจุลงในถุงพลาสติกบรรจุน้ำ ตั้งแต่เวลา 01.00 ของวัน
กำหนดส่งมอบลูกปลา อัดออกซิเจนและมัดแบบหักคอถุง แล้วเริ่มเดินทางไปถึงที่นัดหมาย


           การปล่อยปลาลงเลี้ยง
               ควรนำถุงบรรจุลูกปลาแช่น้ำในสถานที่ปล่อยนาน 15-20 นาที เพื่อให้ลูกปลาปรับตัวให้เข้ากับอุณหภูมิของน้ำ ในสถานที่ปล่อย จากนั้นเปิดปากถุงไว้สักครู่หนึ่ง แล้วค่อย ๆ ยกก้นถุงขึ้น เพื่อให้ปลาว่ายออกไป

           ต้นทุนและผลตอบแทน
               การผลิตปลานิล 1 กิโลกรัมในฟาร์มเลี้ยงขนาด 1-3 ไร่ ประกอบด้วยต้นทุนคงที่ ได้แก่ ค่าขุดบ่อปลา เครื่องสูบน้ำ ฯลฯ มูลค่า 10-12 บาท และต้นทุนผันแปร ได้แก พันธุ์ปลา ค่าอาหาร น้ำมันเชื้อเพลิง ฯลฯ มูลค่ารวมเป็นทุนทั้งสิ้น 14-18 บาท ต่อผลผลิตปลานิล 1 กิโลกรัม



           การเพาะอนุบาลปลานิลแบบพัฒนา
               อาชีพการเพาะพันธุ์ปลานิลของชาวบ้านส่วนใหญ่ใช้วิธีเลียนแบบธรรมชาติ คือ ปล่อยพ่อแม่พันธุ์ลงในบ่อเลี้ยง ปลาจะผสมพันธุ์และฟักไข่ ซึ่งทำให้ปลานิลในบ่อเลี้ยงมีขนาดไม่เท่ากันและไม่โต อีกทั้งเปอร์เซนต์ลูกปลารอดชีวิตยังต่ำ เพราะตามธรรมชาติแล้วปลาตัวใหญ่จะกินปลาตัวเล็ก เฉลี่ยแล้วอัตรารอดไม่เกิน 60 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้ได้ผลผลิตสูงและมีขนาดไล่เลี่ยกัน จึงควรนำไข่จากแม่ปลามาฟักโดยตรง

วิธีการนี้จะทำให้การเจริญพันธุ์ของแม่ปลาเร็วขึ้น และสามารถวางไข่ได้บ่อยขึ้น
1. การทำสีน้ำ เริ่มจากการทำสีน้ำก่อนเลี้ยง 2-3 วัน โดยใช้ปุ๋ยนาสูตร 16-20-0 ปุ๋ยซูเปอร์เฟต สูตร 0-46-0 ปุ๋ยยูเรีย สูตร 46-0-0 อย่างละ 400 กรัม และอามิ-อามิ 6 ลิตร ต่อพื้นที่บ่อปูน 50 ตารางเมตร ในระดับน้ำลึก 80 เซนติเมตร
2. การเพาะฟักลูกปลานิล ไข่ปลานิลสามารถฟักในภาชนะอะไรก็ได้ที่ไข่สามารถเคลื่อนไหวเบา ๆ ในภาชนะนั้น ๆ ไข่ปลานิลมีขนาดใหญ่จะจมลงที่ก้นภาชนะ และไข่สามารถหมุนเวียนโดยใช้กระแสน้ำ
3. การอนุบาลลูกปลานิล อาหารสำหรับลูกปลานิลในบ่อซีเมนต์คือปลาป่นผสมรำ โรยให้กินวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น หลังจากเลี้ยงในบ่อได้ 10 อาทิตย์ต้องเติมปุ๋ยสูตรดังกล่าวข้างต้นอีก 400 กรัม ส่วนอามิ-อามิไม่ต้องใส่ ควรเลี้ยงไปจนกว่าปลามีอายุในบ่อได้ประมาณ 15 วันหรือ 2 อาทิตย์ จึงสามารถจับขายได้ การอนุบาลด้วยวิธีนี้ นอกจากลูกปลาจะมีเปอร์เซ็นต์รอดชีวิตสูงแล้ว สุขภาพและความเจริญเติบโตค่อนข้างดี
ถึงแม้วิธีการฟักอนุบาลลูกปลานิลแบบดังกล่าวจะเพิ่มทุนซื้อปุ๋ย แต่ผลตอบแทนที่ได้รับคุ้มทุน เพราะลูกปลามีปริมาณการรอดชีวิตสูงมาก กรมประมงได้พัฒนาอุปกรณ์การเพาะไข่ปลานิลใช้ระบบน้ำไหลขึ้น ซึ่งประกอบด้วยอุปกรณ์ คือภาชนะใส่น้ำเลี้ยงไก่ สายยาง ท่อปล่อยน้ำเข้าด้านล่างตุ้มล่าง (ใช้ทรายใส่ในขวด) และท่อระบายน้ำล้นด้านบน เมื่อต่อเข้ากับระบบน้ำแล้ว จึงทำการฟักไข่ปลานิลได้เป็นผลดี

ปัญหาโรคปลาและการป้องกันแก้ไข
โรคของปลามีสาเหตุมาจากหลายปัจจัยกระทำร่วมกัน ได้แก่ สุขภาพของปลา สภาพแวดล้อม และเชื้อโรค สภาพแวดล้อมมีส่วนสำคัญมากที่จะทำให้สุขภาพของปลาอ่อนแอหรือแข็งแรง วิธีกำจัดโรคปลาที่ดีที่สุด คือการป้องกันไม่ให้ปลาเป็นโรค โดยควบคุมด้านมาตรการต่าง ๆ เพื่อให้ปลามีสุขภาพดีและแข็งแรง เช่น คุณภาพของน้ำ จำนวนปลาในบ่อเลี้ยง การให้อาหารในปริมาณที่เหมาะสม
โรคที่สามารถเกิดขึ้นได้กับปลานิล มีดังนี้
1. โรคจุดขาวหรือโรคอิ๊ค เกิดจากเชื้อโปรโตซัว Ichthyopthirias multifilis ตัวอ่อนของอิ๊คที่อยู่ในระยะว่ายอิสระ จะเข้าเกาะตัวปลาได้อย่างรวดเร็ว และเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปใต้ผิวหนัง ปลาก็จะสร้างเซลล์ห่อหุ้มจนทำให้ตัวอ่อนฝังตัวอยู่ใต้ผิวหนัง และเกิดจุดขาว ๆ ขึ้นที่บริเวณนั้น ปลาที่เป็นโรคอิ๊คมีอาการคือ บริเวณลำตัว ครีบ หรือเหงือกมีจุดขาว ซึ่งเมื่อเกิดจุดขาวปลาจะพยายามเอาตัวถูกับวัสดุใต้น้ำ หรือขับเมือกออกมาเนื่องจากระคายเคือง
การป้องกันรักษา ใช้วิธีกำจัดหรือทำลายตัวอ่อน หรือตัวเต็มวัย ในขณะว่ายน้ำเป็นอิสระ โดยการใช้ฟอร์มาลินความเข้มข้น 150-200 ส่วน ในล้านส่วนแช่นาน 1 ชั่วโมง
2. ปลิงใส เป็นพวกหนอนตัวแบน มีชื่อเรียกทั่วไปว่า skin flukes เป็นปรสิตภายนอก เกาะอยู่ตามครีบเหงือกของปลานิล ปรสิตชนิดนี้ถ้าปลานิลถูกเกาะติดเป็นจำนวนมาก ๆ จะทำให้เกิดแผลเล็ก ๆ ขึ้นที่ผิวหนังหรือเหงือก ซึ่งเป็นสาเหตุให้เชื้อแบคทีเรีย รา เข้าแทรกทำลายผิวหนังปลาหรือเหงือกต่อไป จนเกิดบาดแผนลุกลามมากขึ้นได้
การป้องกันรักษา ใช้พอร์มาลินความเข้มข้น 30-50 ส่วนในล้านส่วนแช่ปลาตลอดไป หรือใช้ดิพเทอร์เร็กซ์ความเข้มข้น 0.25-0.75 ส่วนในล้านส่วนแช่ปลาตลอดไป
3. Saprolegnia Sp. เป็นเชื้อราพบในปลาที่เป็นบาดแผล
อาการ ปลาอ่อนเพลีย ว่ายน้ำลอยหัว ผิวหนังขาดมีรอยเหมือนน้ำร้อนลวก ถ้าเป็นที่โคนครีบ
ครีบจะหลุดหาย ตามตัวปลาจะพบกลุ่มสีน้ำตาลเป็นพุ่มขนาดเล็กมากมายเป็นกระจุก
การป้องกันรักษา ใช้ฟอร์มาลินขนาด 1 ส่วน : น้ำ 600 ส่วน แช่นาน 15 นาที หรือใช้มาลาไคท์กรีน 0.05-2 ppm. แช่นาน 1 ชั่วโมง
4. เห็บปลา เกาะตามตัวปลาเพื่อดูดเลือด นอกจากนี้ ยังเกาะตามเหงือก ปลาที่ถูกเกาะจะมี
โรคแทรก
5. หนอนสมอ พวกนี้จะใช้ส่วนหัว ซึ่งเหมือนสมอมาแทงตัวปลา
การป้องกันรักษา ใช้ด่างทับทิม 0-1% จุ่มพู่กันจิ้มตัวปลา เมื่อหนอนหลุดก็ใช้ยาเหลืองป้ายที่
แผล
6. โรคจากแบคทีเรีย ถ้าเกิดจากเชื้อ Streptococcus pyogenes อาการลำไส้บวมเหลือง ตับผิด
ปกติมีฟองอากาศ ถ้าเกิดจากเชื้อ Aeromonas liguefaciens และ Psendomonas Sp. พบในลำไส้และตับ
การป้องกันรักษา ให้ใช้ยาปฏิชีวนะผสมอาหาร เช่น ใช้คลอแรมฟินีคอล ผสมในอาหาร 50-75 มิลลิกรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม
7. โรค Pseudomonas septicemia ที่ทำให้เกิดอาการตกเลือดในอวัยวะภายใน
การป้องกันรักษา ใช้ยาต้นจุลชีพ และพยายามป้องกันอย่าให้ปลาเกิดอาการอ่อนแอและเครียด
โดยการจัดการด้านคุณภาพน้ำ ปริมาณอาหาร ให้เหมาะสมอยู่เสมอ
นอกจากนี้ ปลายังมีโรคที่เกิดจากอาหารจากสภาพแวดล้อม ซึ่งผู้เลี้ยงจะต้องเอาใจใสดูแลปลาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ที่เรานำมาเลี้ยงเพื่อใช้ในการแพร่พันธุ์และขยายพันธุ์